Bebieboy

Just another WordPress.com weblog

ธรณีวิทยา หรือ GEOLOGY บทที่ 1

ก่อนที่จะเริ่มทุกอย่าง ผมต้องขอบคุณ ท่านอาจารย์ ผศ.ดร. ปัญญา จารุศิริ, อาจารย์ วิโรจน์ ดาวฤกษ์, อาจารย์ จักรพันธ์ สุทธิรัตน์ อาจารย์ ผศ. มนตรี ชูวงศ์ ที่ได้เขียนหนังธรณีวิทยาฉบับภาษาไทยขึ้นมา เพื่อให้นิสิตได้ทำความเข้าใจในความรู้ทางด้านธรณีวิทยา อย่าง ถ่องแท้ และ ผมได้นำมาเขียนลงบล็อค เพื่อ เอาไว้ ศึกษาและทบทวนความรู้เพิ่มเติม จากที่ได้เล่าเรียนมา ซึ่ง ธรณีวิทยากายภาพ ถือว่าเป็นพื้นฐานทั้งหมดของความรู้ด้านธรณีวิทยา ดังนั้นผมจึงต้องทบทวนความรู้ต่างๆอยู่เรื่อยเพื่อให้เป็นประโยชน์ที่สุดในการนำไปใช้งาน

ขอบคุณและสวัสดีครับ ท่านคณะอาจารย์

ธรณีวิทยาคืออะไร

              “ธรณีวิทยา” หรือที่ใช้ในภาษาอังกฤษว่า Geology มาจากภาษากรีกว่า Geos ซึ่งแปลว่าโลก และ Logi หรือ Logus ซึ่งหมายถึงวิทยาศาสตร์ ดังนั้นธรณีวิทยาจึงหมายถึงวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโลกพิภพหรือโลกมนุษย์ (planet earth) ซึ่งครอบคลุมถึงกำเนิดของโลกมนุษย์ที่รวมถึงดวงดาวต่างๆ และระบบสุริยจักรวาล วัสดุและรูปร่างลักษณะของโลก ประวัติความเป็นมาและกระบวนการที่กระทำต่อโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน ดังนั้นวิชานี้จึงรวมถึงแรงที่มากระทำที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงหรือยังคงมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะทางเคมี มวลสาร และส่วนประกอบ ตลอดจนอายุและร่องรอยการบันทึกในอดีตของโลกมนุษย์ ซึ่งแสดงออกด้วยส่วนที่เหลืออยู่ของชีวิตซึ่งคงอยู่ในหินบนเปลือกโลกและโดยการตีความจากรูปแบบและสภาวะแวดล้อมที่ยังคงหลงเหลืออยู่ให้เห็นในปัจจุบัน

ผู้ที่ศึกษาวิชาธรณีวิทยาหรือมีความรู้ทางธรณีวิทยาจึงเรียกตัวเองว่า นักธรณีวิทยา(geologist) มีคำอีกคำหนึ่งที่มักจะได้เคยพบเห็นบ่อยๆ คือ คำว่า Geological Sciences หรือศาสตร์ทางธรณีวิทยา ซึ่งหมายถึงแขนงหนึ่งแขนงใดหรือสาขาหนึ่งของธรณีวิทยาที่เฉพาะเจาะจงลงไปเป็นพิเศษเช่น ธรณีฟิสิกส์ ธรณีเคมี เศรษฐธรณีวิทยา เป็นต้น หรืออาจใช้คำสั้นๆว่า Geosciences ก็ได้

 

 

 

                ส่วนอีกคำหนึ่งคือ Earth Sciences หรือมีผู้บัญญัติไว้ว่า “ธรณีศาสตร์” มักจะใช้กันอย่างผิดๆ แทนคำว่า “ธรณีวิทยา” อยู่บ่อยๆ ซึ่งความจริงมีความหมายกว้างกว่าธรณีวิทยามากเพราะหมายถึงวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโลกหรือโลกศาสตร์ซึ่งรวบรวมสรรพวิทยาและเนื้อหาครอบคลุมถึงอุทกวิทยา อุตุนิยมวิทยา ปฐพีวิทยา เคมีของดิน ฯลฯ ซึ่งไม่ใช่ส่วนของธรณีวิทยาจริงๆ หรืออาจกล่าวได้ว่า เนื้อแท้ของธรณีวิทยานั้นศึกษาวัสดุ(material) กระบวนการ(process) และวิวัฒนาการ(evolution) ของโลก

               ดังนั้นจะเห็นได้ว่าธรณีวิทยานั้นเน้นหนักและเกี่ยวข้องกับสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติ (natural environment)

อันเป็นสภาวะแวดล้อมหนึ่งในอีกหลายสภาพแวดล้อม อันประกอบด้วย 4 ภาค (spheres) สำคัญๆ คือ

                1)     ธรณีภาค(Lithosphere หรือ Lithospheric realm) อันได้แก่ อาณาจักรทั้งหมดที่เป็นของแข็งของโลก เช่น ดิน หิน แร่

              2)    อุทกภาค(Hydrosphere  หรือ Hydrospheric realm)  อันได้แก่  อาณาจักรส่วนที่เป็นน้ำเช่น แม่น้ำ ลำธาร ทะเล มหาสมุทร น้ำในเขื่อน ธารน้ำแข็ง

                3)    อากาศภาค(Atmosphere หรือ Atmospheric realm) อันได้แก่ อาณาจักรส่วนที่เป็นก๊าซห่อหุ้มปกคลุมพื้นผิวโลก เช่น ไอน้ำ และอากาศ

                4)     ชีวภาค(Biosphere หรือ Biospheric realm) อันได้แก่ อาณาจักรส่วนที่เป็นชีวิตเช่น คน สัตว์ และพืช เป็นต้น

ประวัติของธรณีวิทยา

                วิชาธรณีวิทยาเกิดขึ้นมานานมาก แต่จะนานเท่าใดไม่ปรากฏ คงจะนับตั้งแต่มนุษย์เริ่มรู้จักการอยู่เป็นกลุ่มๆ ในสมัยยุคหินแรก(Eolithic age) คือ ประมาณ 1.5-1 ล้านปีมาแล้ว ซึ่งตอนนั้นมนุษย์อยู่อย่างป่าเถื่อนแยกอยู่เป็นคู่ๆ โดยมนุษย์หนีความหนาวเย็นจากธารน้ำแข็งไปอยู่ที่อุ่นกว่าในถ้ำ (สำรวจค้นหาถ้ำได้) กินดินเค็ม (โป่ง) เป็นอาหารเมื่อขาดแคลน (หาทรัพยากร) และไม่มีเนื้อสด ต่อมาเข้าถึงยุคหินเก่า(Paleolithic age) ประมาณ 1-0.5 ล้านปีมาแล้ว มนุษย์จึงเริ่มรู้จักใช้อาวุธเช่น หินย่อย ขวานหิน ขวานกำปั่น (สำรวจหาหินแข็งๆ ได้) จวบจนสมัยยุคหินกลาง(Mesolithic age) ประมาณ 0.5 ล้านปีมาแล้ว มนุษย์จึงเริ่มใช้ไฟเป็น (จากการค้นหาหินเหล็กไฟ) จากหินแข็งจำพวกเชิร์ดและเมื่อถึงยุคหินใหม่ (Neolithic age) ประมาณ 0.5 ล้านปีถึง 2 หมื่นล้านปี มนุษย์จึงเริ่มรู้จักทอผ้า จับปลา หาสุนัขมาเฝ้าบ้าน หาวัวมาไถนา เริ่มการเพาะปลูก อยู่กับที่เป็นสังคมเมือง และตั้งบ้านเรือนอยู่ตามที่ราบลุ่มแม่น้ำ (สำรวจที่ตั้งได้ดี) ซึ่งทั้งหมดนี้ถือว่างานธรณีวิทยาของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์(Pre-historic man) ซึ่งยังไม่รู้จักการบันทึกประวัติศาสตร์ด้วยตัวอักษร หลังจากนั้นจึงเริ่มเข้าสู่มนุษย์ยุคประวัติศาสตร์(Historic man) ซึ่งประดิษฐ์อักษรได้ โดยแบ่งเป็นมนุษย์ยุคสัมฤทธิ์(Bronze age) ประมาณ 5 พันปีคือ เริ่มมีการทำโลหะผสมพวกทองแดงปนกับทองหรือกับพลวงหรือกับดีบุกได้ (รู้จักถลุงแร่หลังจากสำรวจพบแหล่งแร่) ถึงยุคเหล็ก(Iron age) คือประมาณ 3 พันปีแล้ว โดยนำเหล็กมาทำอาวุธและเครื่องมือต่างๆ (แทนกำลังคนและสัตว์) เริ่มสำรวจหาแหล่งแร่เหล็กและถลุงเหล็กเป็น สองยุคนี้จัดว่าเป็นสมัยโบราณ(ancient age) เข้าใจว่ามาถึงปี ค.ศ. 476 ซึ่งเป็นช่วงที่มหาอาณาจักรโรมันล่มสลายโดยถูกพวกติวตันซึ่งเป็นพวกเร่ร่อนในยุโรปกลางบุกทำลาย ต่อมาจึงเข้าสู่สมัยกลาง(Medial age) อันเป็นช่วงที่ศาสนาคริสต์โด่งดัง รวมถึงยุคมืดมน(dark age) ซึ่งเป็นช่วงที่พลังศาสนามากกว่าสิ่งอื่นใด ศิลปวัฒนธรรมและวิชาการเริ่มถูกกีดกัน และรวมถึงยุคฟื้นฟู(Renaissance) อันเป็นช่วงที่เกิดต่อมา      ภายหลัง โดยมีการฟื้นฟูด้วยวัฒนธรรมและวิทยาการของกรีกและโรมัน จวบจนกระทั่งถึงยุคปัจจุบันหรือยุคสมัยใหม่(Modern age) โดยถือเอาจุดเริ่มต้นซึ่งมีหลายจุดเช่นนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1453 ซึ่งเป็นปีที่ส่วนที่เป็นโรมันตะวันออกเป็นของประเทศเตอร์กีหรือปี ค.ศ. 1492 อันเป็นปีที่โคลัมบัสพบอเมริกา หรือปี ค.ศ. 1649 ซึ่งเป็นปีที่อังกฤษเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณายาสิทธิราชไปเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย

                ในแง่ปัจจุบันถือว่านักธรณีวิทยามีถิ่นกำเนิดมาจากทวีปยุโรปในช่วงสมัยเดียวกับที่เกิด        พระพุทธศาสนาใหม่ๆ โดยมีวิวัฒนาการเรียงลำดับการค้นพบทางธรณีวิทยาจากบุคคลต่างๆ ตามกาลเวลา ดังต่อไปนี้

1.   ซีโนเฟน (Xenophanes) แห่ง โซโลฟอน (Colophon) (570-470 ปีก่อน ค.ศ.) พบว่าบรรพชีวินเป็นส่วนที่เหลืออยู่ของชีวิตโบราณ หินตะกอนมาจากตะกอนที่สะสมตัวในทะเล และทั้งหินและบรรพชีวิตเหล่านี้มีอายุหลายล้านปี

2.   เฮโรโดตัส (Herodotus) (485-425 ปีก่อน ค.ศ.) นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกที่มีชื่อเสียง สังเกตเห็นว่าดินดอนปากแม่น้ำไนล์ เกิดจากน้ำท่วมหลายครั้งและกว่าจะเกิดขึ้นได้กินระยะเวลาเป็นพันปี

3.     อริสโตเติล (Aristotle) (384-322 ปีก่อน ค.ศ.) เชื่อว่าสสารทั้งหมดเมื่อแตกตัวจะประกอบด้วยธาตุพื้นฐาน 4 ตัวคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ

4.   อีราทอสทีเนส (Erathosthenes) (250 ปีก่อน ค.ศ.) นักดาราศาสตร์ชาวกรีก แสดงให้เห็นว่าผิวโลกไม่แบน แต่จะมีลักษณะกลมและสามารถคำนวณหารัศมีผิวโลกได้

5.   สตราโบ (Strabo) (63 ปีก่อน ค.ศ.) นักภูมิศาสตร์ชาวกรีกสมัยอาณาจักรโรมันกำลังรุ่งเรือง บอกว่าบอกว่าทะเลนั้นครั้งหนึ่งเคยท่วมพื้นดินมาก่อนและภูเขา Visuvius เคยเป็นภูเขาไฟมาก่อน แม้ว่าจะไม่เคยครุกรุ่นสมัยเขาเลยก็ตาม

6.   เอลเตอร์ (Elder) (ค.ศ. 23-79) สมัยอาณาจักรโรมัน เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติวิทยาไว้มากมาย เขาเสียชีวิตเมื่อเมืองปอมเบอิถูกทำลายด้วยภูเขาไฟระเบิด

7.   เซเนกา (Seneca) (ค.ศ. 65) บอกว่าแผ่นดินไหวเกิดจากความปั่นป่วนของลมภายในโลกหลังจากนั้นจึงเป็นช่วงที่เรียก Dark age หรือยุคมืดอันเป็นช่วงที่ต่อต้านแนวคิดทางวิทยาศาสตร์อย่างมาก เนื่องจากขัดต่อหลักศาสนาจนกระทั่งถึงศตวรรษที่สิบห้า

8.   ลิโอนาโด ดา วินซี (Leonardo da Vinci) (ค.ศ. 1452-1519) พบว่าซากบรรพชีวินคือ ส่วนที่เหลืออยู่ของสิ่งมีชีวิตในทะเลที่สะสมตัวอยู่ในพื้นท้องทะเลทางเหนือของอิตาลี เขายังบอกว่าหุบเขาเกิดจากการที่แม่น้ำกัดเซาะและแม่น้ำก็จะพัดพาเอาสารจากส่วนต่างๆของโลกไปสะสมตัวยังอีกที่หนึ่ง

9.   จอเจียส อกริโคลา (Georgius Agricola) (ค.ศ. 1494-1555) นายแพทย์ชาวเยอรมัน จัดว่าเป็นบิดาวิชาแร่ ได้ตีพิมพ์หนังสือตำรา 6 เล่มเกี่ยวกับธรณีวิทยา หนังสือสำคัญสองเล่มคือ De nature fossilium ในปี ค.ศ. 1546 และ De re metallica ในปี ค.ศ. 1556

10.นิโคลัส สตีโน (Nicolus Steno) (ค.ศ. 1638-1687) ตั้งกฏการวางซ้อน (Law of Super position) ว่าชั้นหินที่อยู่ต่ำกว่าย่อมมีอายุมากกว่าชั้นหินที่อ่อนกว่าข้างบน และกฏการจัดตั้งแนวราบ (Law of Origical Horizontality) ที่ว่าด้วยชั้นหินเดิมจะสะสมตัวอยู่ในแนวระดับ ยกเว้นพวกที่มีการเอียงเทหรือบิดตัว

11.โทมัส เบอร์เนต (Thomas Burnet) (ค.ศ. 1635-1715) เขียนหนังสือทางธรณีวิทยาชื่อ “Sacred Theory of the Earth” เมื่อปี ค.ศ. 1681

12.วิลเลียม วิทสัน (William Whitson) (ค.ศ. 1696) แต่งตำราชื่อ “The New Theory of the Earth” เขาถูกถอดถอนจากการเป็นศาสตราจารย์เมื่อปี ค.ศ. 1701 เนื่องจากแสดงแนวคิดขัดต่อคัมภีร์ศาสนาคริสต์

13.เจมส์ อัชเชอร์ (Archbishop James Ussher) แห่งประเทศไอร์แลนด์ (ค.ศ. 1581-1656) ประกาศว่าโลกเรามีอายุ 6 พันปี และอุบัติขึ้นเมื่อเวลา 9.00 26 ตุลาคม ปีก่อน ค.ศ. 4004 ใช้เวลาในการสร้าง 6 วันเสร็จ

14.จอร์จ บัฟฟอน (George Buffon) (ค.ศ. 1707-1788) นักวิทยาศาสตร์ชางฝรั่งเศษได้กล่าวว่าภายในโลกประกอบด้วยสารที่มีความหนาแน่นสูง เช่น พวกเหล็ก อายุโลกคงจะประมาณ 75,000 ปี และยังเชื่อว่าการกัดเซาะของแม่น้ำทำให้แผ่นดินพังทลายและแผ่นดินก็จะลดต่ำลงจนถึงระดับน้ำทะเล

15.กูททาด (Guetthard) (ค.ศ. 1715-1786) ชาวฝรั่งเศษจัดได้ว่าเป็นนักธรณีวิทยาคนแรกของโลก และคำว่า(นัก)ธรณีตอนนั้นยังไม่มีใครคิดขึ้น เขาอธิบายว่าการพังทลายของภูเขาเกิดจากการกัดเซาะของลำธารและตะกอนที่ถูกพัดพามาไม่ได้ลงไปสู่ทะเลทั้งหมด บางส่วนยังคงอยู่ตามลุ่มน้ำลำธาร เขายังเชื่ออีกว่าทะเลยังมีความสามารถในการกัดเซาะและทำลายแผ่นดินได้มากกว่าแม่น้ำเสียอีก

16.เดอร์ ซอซัว (De Sussure) (ค.ศ. 1740-1799) นักวิทยาศาสตร์ชาวสวิสเซอร์แลนด์เป็นผู้ใช้คำว่าธรณีวิทยาและนักธรณีวิทยาเป็นคนแรก เขาทำการศึกษาธรณีวิทยาของเทือกเขาแอลป์ไว้มาก เขายังคงตระหนักถึงกำลังของแม่น้ำในการทำให้ภูเขาเป็นรูปเป็นร่างได้ และเชื่อว่าธารน้ำแข็งเองก็มีบทบาทสำคัญต่อการกัดกร่อน แต่ในหนังสือ Basic Concepts of Physical Geology ของ Spencer (1962) กล่าวว่าผู้ที่ใช้คำว่าธรณีวิทยา (Geology) หรือศาสตร์เกี่ยวกับโลก (Earth Science) คนแรกคือ วิชชาร์ด เดอ บูรี (Richard de Bury) (ค.ศ. 1473) ในยุคที่นิยมเทพเจ้า (Mythology) เพื่อให้ตรงข้ามกับศาสตร์เกี่ยวกับสวรรค์ (theology หรือ heavenly science)

17.เจมส์ ฮัทตัน (James Hutton) (ค.ศ. 1726-1797) นักธรณีวิทยาสกอตต์ เมืองอีดินเบอร์ก (Edinburgh)ในสก๊อตแลนด์ เคยเป็นนายแพทย์และทนายความมาก่อน แต่งหนังสือชื่อ Theory of the Earth เมื่อปี ค.ศ. 1795 ซึ่งนับได้ว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับธรณีวิทยาสมัยใหม่ เขาจัดตั้งกลุ่มขึ้นมาเรียกว่าวัลคานีส(Vulcanist หรือ Plutonist) เพื่อให้ค้านกับกลุ่มเนปจูนีส(Neptunist) ของอับ บราฮัม กอททอบ เวอร์เนอร์(Abraham Gottob Werner) (ค.ศ. 1749-1817) นักธรณีวิทยาชาวเยอรมันแห่งเมืองไฟรเบอร์ก(Freiburg) ซึ่งเป็นอาจารย์ที่มีคำพูดโน้มน้าวจิตใจคนได้ดีและเป็นครูที่ดี เออร์เนอร์เชื่อว่าหินทุกชนิด แม้หินแกรนิตและบะซอลท์เกิดจากการตกตะกอนจากน้ำทะเล แต่ฮัทตันกลับคิดว่าคงไม่ใช่หินทั้งหมด หินแกรนิตและบะซอลต์น่าจะเกิดจากการตกผลึกจากสารหลอมละลายมากกว่า และความร้อนภายในโลกคงจะมีความสำคัญต่อการพัฒนาการทางธรณีวิทยา ฮัทตันเป็นผู้ให้กำเนิดคำว่า “The present is the key to the past” หรือ “ปัจจุบันเป็นกุญแจสำคัญไปสู่อดีต”

18.จอร์น เพลแฟร์ (John Playfair) (ค.ศ. 1748-1819) นักธรณีวิทยาชาวฝรั่งเศษ ลูกศิษย์ของฮัทตัน แต่งหนังสือ Illustration of the Huttonian Theory of the Earth เมื่อปี ค.ศ. 1802

19.จอร์ช คูแวร์ (Baron George Cuvier) (ค.ศ. 1769-1832) นักธรณีวิทยาชาวฝรั่งเศษ ศึกษาซากบรรพชีวินและอธิบายว่าสัตว์เหล่านี้อยู่บนโลกในอดีตนานมาแล้ว และถูกกวาดล้างแบบราบคาบเป็นระยะๆ ที่หลงเหลืออยู่ก็จะมีวิวัฒนาการแพร่ลูกแพร่หลานออกไป

20.วิลเลียม สมิธ (William Smith) (ค.ศ. 1973) วิศวกรชาวอังกฤษได้กล่าวว่าบรรพชีวินต่างชนิดกันเกิดอยู่ในชุดหินที่แตกต่างกัน

21.ชาร์ล ไลแอล (Sir Charles Lyell) (ค.ศ. 1787-1875) นักวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยเดียวกับดาร์วิน (Sir Charles Darwin) ซึ่งเป็นชาวอังกฤษเหมือนกันแต่งหนังสือหลายเล่ม เช่น Principles of Geology, Elements of Geology และ Physical Evolution of the Earth บอกอายุของโลกประมาณ 10 ถึง 100 ล้านปี จนทำให้คนหลายคนคิดว่าเขาเป็นพวกต้านศาสนาแต่ก็แปลกที่เขาเป็นนักธรณีวิทยาหนึ่งในสามคนที่ศพของเขาฝังไว้ที่วิหารเวส มินสเตอร์ (Westminster) ที่มีชื่อของอังกฤษ ตอนนี้ธรณีวิทยารุ่งเรืองมากถึงกับมีคำพูดว่าฮัทตันสร้างเพลแฟร์สานและไลแอลทำสำเร็จ

22.เฮอร์แมน วอน เฮมโฮลซ (Herman von Helmholtz) (ค.ศ. 1854) นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านอุณหพลศาสตร์ บอกไว้ว่าโลกเรามีอายุ 20 ถึง 40 ล้านปี

23.โจลี่ (Joly) (~ค.ศ. 1910) บอกว่าถ้าหาอายุโลกโดยการใช้การตกตะกอนสะสมของเกลือในน้ำทะเลได้อายุโลกประมาณ 100 ล้านปี

24.อัลเฟรต เวกเนอร์ (Alfred Wegner) (ค.ศ. 1880-1930) นักอุตุนิยมวิทยาและนักธรณีฟิสิกส์       ชาวเยอรมัน กรุงเบอร์ลิน เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการเคลื่อนตัวของทวีป(continental drift) เมื่อปี ค.ศ.1912 โดยเอาข้อมูลจากเอดวาท เซอูส(Edward Seuss) (ค.ศ. 1898) นักธรณีวิทยา ชาวออสเตรีย ที่เชื่อว่าชายฝั่งทวีปหลายแห่งสามารถเชื่อต่อกันได้ เพราะก่อนหน้านั้นคือปี ค.ศ.1858 แอนโทนิโอ สไนเดอร์(Antonio Snider) สร้างแผนที่ทวีปเคลื่อน (Continental Drift Map) ขึ้น โดยได้แนวความคิดมาจากฟรานซีส เบคอน(Francis Bacon) (ค.ศ. 1620) นักวิทยาศาสตร์ชาว   ฝรั่งเศษที่ว่าชายฝั่งทวีปของมหาสมุทรแอตแลนติกนั้นคล้ายกันมาก

อาร์เทอร์ โฮม (Arthur Holmes) (ค.ศ. 1928) ได้แต่งหนังสือ Principle of Geology(หรือหลักธรณีวิทยา) พร้อมกับเสนอทฤษฏีกระแสการพา(convection current) อันเป็นรากฐานที่นำไปสู่ทฤษฏีธรณีแปรสัณฐาน(Plate Tectonics) ในปัจจุบัน เขาเชื่อว่าอายุของโลกประมาณ 600 ล้านปี

ธรณีวิทยาและสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง

                ธรณีวิทยานับได้ว่าเป็นวิชาที่มีความสัมพันธ์กับวิชาอื่นๆ ทางวิทยาศาสตร์อยู่มากตัวอย่างเช่น ธรณีวิทยา เมื่อประยุกต์วิชาชีววิทยาเข้าด้วยกันจะกลายเป็นวิชาบรรพชีวินวิทยา(paleontology) เมื่อรวมกับวิชาเคมีก็กลายเป็นธรณีเคมี(geochemistry)หรือเมื่อรวมกับฟิสิกส์ก็กลายเป็นธรณีฟิสิกส์ (geophysics) เมื่อรวมกับวิชาวิศวกรรมจะกลายเป็นวิศวกรรมธรณี(engineering geology) เป็นต้น

สาขาวิชาทางธรณีวิทยา

เนื่องจากธรณีวิทยาเป็นการศึกษาโลกพิภพทั้งหมดและธรณีวิทยามีความสัมพันธ์กับสาขาวิชาวิทยาศาสตร์อย่างอื่นมากมาย ทำให้ธรณีวิทยาสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 สาขาใหญ่ๆ คือ

(1)ธรณีวิทยากายภาพ (physical geology)

(2)ประวัติธรณีวิทยา(historical geology)

(3)ธรณีวิทยาสนาม(geological mapping)  และ

(4)ธรณีวิทยาประยุกต์(applied geology)

 

 

     

กันยายน 1, 2008 แสดงความเห็นโดย | ธรณีวิทยา / Geology | 1 ความเห็น

   

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.